ทำไมเรายังอยู่ที่เดิม คำถามนี้ดังซ้ำ ๆ ในหัวทุกครั้งที่เข็มนาฬิกาเดินผ่านเที่ยงคืนไปพร้อมกับกองงานที่เพิ่งเสร็จสิ้น เราทำทุกอย่างตามตำรา ตื่นเช้า เข้าคลาสเรียนเสริม อ่านหนังสือจนจบเล่มแล้วเล่มเล่า แต่ความรู้สึกที่ว่าตัวเองเก่งขึ้นกลับไม่เคยมาถึง มันเหมือนกับการวิ่งบนสายพานที่ใช้พลังงานมหาศาลแต่ตำแหน่งที่ยืนอยู่ยังเป็นจุดเดิมเป๊ะ ความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องกายภาพ แต่มันคือการกัดกินความเชื่อมั่นว่าเรามีศักยภาพพอจริง หรือ เปล่า หรือ แท้จริงแล้วเราแค่กำลังใช้แรงผลักกำแพงที่ไม่มีวันขยับ
เมื่อความพยายามแบบเดิมเริ่มส่งผลน้อยลง เราอาจต้องหยุดพักเพื่อสำรวจระบบที่อยู่ข้างใน และนี่คือสามมุมมองจากนักกลยุทธ์ที่อาจช่วยเผยให้เห็นว่า กำแพงที่มองไม่เห็นนั้นตั้งอยู่ตรงไหน
Theory Of Constraints หรือทฤษฎีข้อจำกัด
ทฤษฎีนี้ถูกนำเสนอโดย Eliyahu M. Goldratt ในหนังสือชื่อ The Goal ซึ่งเขาเชื่อว่าในทุกระบบที่ซับซ้อนจะมีจุดที่อ่อนแอที่สุดเสมอ และประสิทธิภาพของทั้งระบบจะถูกตัดสินโดยจุดนั้นเพียงจุดเดียว
- นิยาม: หากเรามองชีวิต หรือการทำงานเป็นสายพานการผลิต ต่อให้ขั้นตอนอื่น ๆ จะทำงานได้เร็วแค่ไหน แต่ถ้ามีขั้นตอนหนึ่งที่ช้า ทุกอย่างก็จะไปกองรวมกันตรงนั้น และผลผลิตสุดท้ายจะออกมาเท่ากับความสามารถของจุดที่ช้าที่สุดเท่านั้น เราเรียกจุดนี้ว่า Bottleneck หรือจุดคอขวด
- ตัวอย่าง: สมมติเราเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่อยากผลิตงานให้ได้วันละ 3 ชิ้น เราอาจจะไปลงเรียนคอร์สตัดต่อขั้นสูง หรือซื้อคอมพิวเตอร์ที่แรงที่สุดมาใช้เพื่อให้เรนเดอร์งานไวขึ้น แต่ถ้า Bottleneck ที่แท้จริงคือการ “คิดประเด็น” ที่ยังต้องใช้เวลาหาไอเดียทั้งวัน ต่อให้ตัดต่อเร็วขึ้น 10 เท่า งานก็จะยังออกมาได้แค่วันละชิ้นเท่าเดิม เพราะระบบยังคงติดอยู่ที่การรอไอเดียอยู่ดี
- วิธีแก้เกม: เลิกทุ่มทรัพยากรไปกับการพัฒนาส่วนที่ “ดีอยู่แล้ว” แต่ให้ระบุจุดที่เป็นคอขวดให้เจอ จากนั้นให้มุ่งเน้นไปที่การจัดการจุดนั้นให้ลื่นไหลที่สุด หรืออาจจะลองจ้างคนมาช่วยทำในส่วนที่เป็นคอขวด เพื่อให้ส่วนอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพอยู่แล้วได้ทำงานอย่างเต็มที่
The Plateau Effect หรือปรากฏการณ์ทางตัน
Bob Sullivan และ Hugh Thompson อธิบายว่าเมื่อเราทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ จนถึงระดับหนึ่ง ร่างกายและสมองของเราจะปรับตัวจนเกิดความคุ้นชิน หรือที่เรียกว่าภาวะ Autopilot เพื่อประหยัดพลังงาน
- นิยาม: มันคือภาวะที่กราฟการเรียนรู้เริ่มนิ่งสนิทเพราะเราเก่งพอที่จะทำงานนั้นได้โดยไม่ต้องใช้สมรรถภาพสูงสุดอีกต่อไป เมื่อไม่มีแรงต้านใหม่ ๆ ระบบจะหยุดพัฒนาและเข้าสู่โหมดประคองตัว ซึ่งเป็นจุดที่ความพยายามเชิงปริมาณไม่สามารถทำให้เกิดการเติบโตได้อีก
- ตัวอย่าง: เหมือนกับการเข้ายิมเพื่อยกน้ำหนักในช่วงแรกที่กล้ามเนื้อจะเติบโตไวมาก แต่ถ้าเรายังยกน้ำหนักเท่าเดิม ท่าเดิม จำนวนครั้งเท่าเดิมติดต่อกันเป็นปี ร่างกายจะมองว่านี่คือระดับปกติที่มันรับมือได้สบาย ๆ และจะไม่มีการสร้างกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นอีกเลย แม้เราจะขยันไปยิมทุกวันแต่รูปร่างก็จะยังคงเดิม
- วิธีแก้เกม: ต้องสร้างความปั่นป่วนให้ระบบ หรือการทำสิ่งที่เรียกว่า Shake The System ด้วยการเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ ๆ ลองรับโปรเจกต์ที่ยากขึ้น หรือใช้เครื่องมือที่ไม่ถนัด เพื่อบังคับให้สมองต้องออกจากโหมดประหยัดพลังงานและกลับมาเรียนรู้ใหม่อีกครั้ง
Deliberate Practice หรือการฝึกฝนอย่างจดจ่อ
Anders Ericsson เจ้าของงานวิจัยเรื่องความเชี่ยวชาญในหนังสือ Peak ค้นพบว่าจำนวนชั่วโมงที่ฝึกฝนไม่ได้สำคัญเท่ากับ “คุณภาพของการจดจ่อ” และ “ข้อมูลป้อนกลับ”
- นิยาม: การฝึกฝนอย่างจดจ่อคือการไม่ยอมให้ตัวเองทำอะไรแบบขอไปที แต่เป็นการแยกย่อยทักษะออกเป็นส่วนเล็ก ๆ แล้วมุ่งเน้นแก้จุดที่ทำไม่ได้โดยเฉพาะ โดยต้องมี Feedback หรือกระจกสะท้อนจากคนเก่งกว่า หรือจากข้อมูลสถิติ เพื่อบอกว่าเรากำลังพลาดตรงไหนอย่างแม่นยำ
- ตัวอย่าง: นักเขียนที่เขียนบทความวันละ 5 ชิ้นติดต่อกันมา 10 ปีอาจจะไม่เก่งขึ้นเลยถ้าเขาไม่เคยกลับมาดูสถิติว่าคนอ่านชอบส่วนไหน หรือไม่เคยให้บรรณาธิการช่วยเกลาสำนวน ในขณะที่นักเขียนอีกคนที่เขียนเพียงอาทิตย์ละชิ้น แต่ใช้เวลาวิเคราะห์ Feedback อย่างละเอียดและพยายามแก้จุดบอดในแต่ละพารากราฟอย่างตั้งใจจะพัฒนาไปได้ไกลกว่ามาก
- วิธีแก้เกม: หา “ครู” หรือ “เครื่องมือ” ที่จะช่วยสะท้อนผลลัพธ์การทำงานของเราแบบตรงไปตรงมา และเลิกฝึกในสิ่งที่เราทำได้ดีอยู่แล้ว ให้เอาเวลาไปจมอยู่กับส่วนที่เรายัง “ทำไม่ได้” หรือส่วนที่สร้างความเจ็บปวดในการเรียนรู้มากที่สุด เพราะนั่นคือจุดเดียวที่ความเก่งจะงอกเงยขึ้นมา
การแก้เกมกับตัวเองจึงเริ่มจากการเลิกโทษว่าเราพยายามไม่มากพอ แล้วเปลี่ยนมาเป็นการตั้งคำถามเชิงกลยุทธ์ว่า อะไรคือสิ่งที่ฉุดรั้งเราไว้กันแน่ การยอมรับว่าเรามีจุดคอขวดไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มันคือการหาคานดีดคานงัดที่จะช่วยให้ความพยายามเพียงเล็กน้อยในอนาคต ส่งผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมหลายเท่าตัว
เมื่อไหร่ที่รู้สึกเหนื่อยแต่ไม่เก่งขึ้น ให้รู้ไว้ว่านั่นคือสัญญาณเตือนจากระบบว่าถึงเวลาต้องมองหา Bottleneck ให้เจอ เพื่อที่เราจะได้เลิกวิ่งบนสายพาน แล้วเริ่มก้าวเดินไปข้างหน้าจริง ๆ เสียทีนั่นเอง