กลยุทธ์ตอนเป็นรอง กับตอนเป็นผู้นำ ต้องคิดไม่เหมือนกัน กรณีศึกษาของ SpaceX

ในการขับเคลื่อนองค์กรหรือแนวคิดใด ๆ ก็ตาม ตำแหน่งแห่งที่ของเราในกระดานมักจะเป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์ที่เราต้องเล่นเสมอ ผู้นำที่พยายามทำตัวเหมือนผู้ท้าชิงมักจะสูญเสียความมั่นคง ในขณะที่ผู้ท้าชิงที่พยายามเลียนแบบผู้นำก็มักจะถูกบดขยี้ด้วยพละกำลังที่เหนือกว่า สิ่งนี้คือความจริงที่เจ็บปวดแต่ทรงพลัง เพราะฟิสิกส์ของความสำเร็จนั้นทำงานผ่านตัวแปรที่ต่างกันระหว่างการรักษาอาณาจักรกับการสร้างโลกใบใหม่

Defensive Strategy การรักษาอาณาจักรของผู้นำ

เมื่อเราอยู่ในสถานะ Market Leader หรือผู้นำตลาด เป้าหมายหลักไม่ใช่การแย่งชิงพื้นที่ใหม่แต่เป็นการป้องกัน Status Quo หรือสถานะที่เป็นอยู่ ผู้นำเปรียบเสมือนดาวเคราะห์ที่มีมวลมหาศาล มีแรงดึงดูดที่ทรงพลังแต่ก็มีความเฉื่อยสูง กลยุทธ์เชิงรับจึงมีหัวใจสำคัญดังนี้

  • การสร้าง Barrier To Entry: คือการสร้างอุปสรรคที่สูงพอจะทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาแชร์ส่วนแบ่งได้ยาก ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือโครงการ Starlink ที่ SpaceX ระดมปล่อยดาวเทียมจำนวนมหาศาลขึ้นสู่ Low Earth Orbit หรือวงโคจรต่ำของโลก จนปัจจุบันมีจำนวนมากกว่าคู่แข่งหลายเท่าตัว การที่ใครสักคนจะก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งในระดับเดียวกันจึงต้องใช้ทั้งเงินทุนมหาศาลและเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ซึ่งเป็นกำแพงที่สูงชันเกินกว่าที่บริษัททั่วไปจะข้ามได้
  • การใช้ Self Cannibalization: ผู้นำที่ฉลาดจะกล้าทำลายผลิตภัณฑ์เดิมของตัวเองเพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่ดีกว่าก่อนที่คนอื่นจะทำ เช่นการที่ SpaceX พยายามผลักดันให้จรวดรุ่นใหม่อย่าง Starship ให้มาแทนที่ Falcon 9 แม้ว่า Falcon 9 จะยังคงเป็นจรวดที่ครองตลาดและทำกำไรมหาศาลอยู่ก็ตาม การยอม Disrupt ตัวเองคือกลยุทธ์เชิงรับที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะมันทำให้คู่แข่งไม่มีโอกาสได้เผยอหน้าขึ้นมาโจมตีจุดอ่อนเดิมได้เลย
  • การเน้น Optimization: การเพิ่มประสิทธิภาพจากสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ถึงขีดสุด เพื่อให้คู่แข่งไล่ตามได้ยากในเชิงต้นทุนและความเสถียร เมื่อผู้นำมี Economy Of Scale ที่ใหญ่คู่แข่งที่เข้ามาใหม่จึงเสียเปรียบตั้งแต่ก้าวแรกเพราะต้นทุนต่อหน่วยที่สูงกว่าอย่างเทียบไม่ได้

Offensive Strategy การจู่โจมของผู้ท้าชิง

สำหรับผู้ที่เป็นรองหรือ Market Challenger กลยุทธ์ที่ต้องใช้คือ Offensive Strategy ซึ่งมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ความเร็วและความแม่นยำ ผู้ตามไม่มีภาระในการต้องรักษาโครงสร้างที่เทอะทะ จึงสามารถสร้างความปั่นป่วนได้ผ่านวิธีเหล่านี้

  • Asymmetric Warfare: การไม่เล่นตามกติกาที่ผู้นำวางไว้ แต่มองหาจุดที่ผู้นำมองข้าม ในอดีต SpaceX เคยใช้กลยุทธ์นี้จู่โจมยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอวกาศด้วยการนำเสนอแนวคิด Reusable Rocket หรือจรวดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ในขณะที่ผู้นำในตอนนั้นยังคงยึดติดกับการใช้จรวดแบบครั้งเดียวทิ้งเพราะโครงสร้างรายได้และระบบซัพพลายเชนของพวกเขาถูกออกแบบมาเช่นนั้น
  • โจมตีที่ Innovator’s Dilemma: การสร้างสิ่งที่ทำให้ผู้นำตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากผู้นำจะทำตามเรา เขาต้องยอมสูญเสียรายได้หลักมหาศาลของตัวเองไป เหมือนกับการที่ Starlink เข้ามาเปลี่ยนนิยามของอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม จนทำให้บริษัทโทรคมนาคมพื้นฐานเริ่มสั่นคลอน แต่บริษัทเหล่านั้นไม่สามารถขยับตัวมาสู้ได้เต็มตัวเพราะติดพันกับโครงสร้างพื้นฐานเดิมบนดิน

กรณีศึกษา Starlink กับอาณาจักรดาวเทียมหมื่นดวง

ในปัจจุบัน SpaceX ไม่ได้เป็นเพียงผู้ท้าชิงอีกต่อไป แต่เป็นผู้นำตลาดที่ทรงพลังอย่างยิ่งผ่านโครงการ Starlink ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานกลยุทธ์ที่น่าสนใจ

ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Amazon กับโครงการ Project Kuiper หรือบริษัท OneWeb ยังมีดาวเทียมเพียงหลักร้อยหรืออยู่ระหว่างการเตรียมการ SpaceX กลับกระหน่ำปล่อยดาวเทียมขึ้นไปแล้วหลายพันดวงและกำลังมุ่งสู่หลักหมื่น นี่คือการใช้ Defensive Strategy แบบเชิงรุก คือการยึดพื้นที่และทรัพยากรทางวงโคจรให้ได้มากที่สุดจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้คู่แข่งรายอื่นแทรกตัวเข้ามาได้สะดวก

สิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ แม้จะเป็นผู้นำที่มีดาวเทียมในครอบครองมหาศาล แต่ SpaceX ยังคงไม่หยุดพัฒนา Starship ซึ่งจะทำหน้าที่ขนส่งดาวเทียม Starlink รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมขึ้นไปอีกหลายเท่า การขยับตัวที่รวดเร็วระดับนี้คือการรักษาหัวใจแบบ Day 1 หรือแนวคิดการเป็นบริษัทที่เพิ่งเริ่มต้นอยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองกลายเป็นยักษ์ที่เชื่องช้าเหมือนผู้นำคนก่อน ๆ ในประวัติศาสตร์

วิธีการแก้เกมและการปรับตัว

ไม่ว่าจะเป็นผู้นำหรือผู้ตาม การรู้เท่าทันสถานะของตัวเองคือจุดเริ่มต้นของการรอดชีวิต

  • ผู้นำต้องระวังความเฉื่อย (Inertia): เมื่อเราสำเร็จเรามักจะเริ่มกลัวความผิดพลาด ผู้นำที่แท้จริงต้องกล้าที่จะสถาปนาทีมเล็ก ๆ ที่ทำงานอิสระเพื่อมาทำหน้าที่เป็นหน่วยรุกรานตัวเอง ค้นหาจุดอ่อนของระบบที่สร้างขึ้นมาและทำลายมันทิ้งด้วยเทคโนโลยีใหม่ก่อนที่คู่แข่งจะทำได้
  • ผู้ตามต้องมองหาความแปลกแยก (Divergence): การทำตามผู้นำคือทางตัน ผู้ตามต้องมองหาความต้องการที่ผู้นำตอบสนองไม่ได้ หรือใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเพื่อสร้างสนามรบใหม่ที่ผู้นำไม่คุ้นเคย

สุดท้ายแล้วทั้ง Defensive และ Offensive Strategy คือเครื่องมือในการรับมือกับ Entropy หรือความไร้ระเบียบของจักรวาลที่พยายามทำลายทุกโครงสร้างที่มีอยู่ตลอดเวลา ความล้ำลึกอยู่ตรงที่ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมักจะรู้วิธีการใช้กลยุทธ์เชิงรุกเข้าใส่ตัวเองอยู่เสมอ เพื่อรักษาความเยาว์วัยและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับองค์กรและมวลมนุษยชาติสืบไป

ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการตลาดผู้ชื่นชอบและหลงใหลเรื่องราวของกลยุทธ์ทุกประเภท