ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนทำงานสายกลยุทธ์หรือเหล่านักสร้างสรรค์ ไม่ใช่การคิดไอเดียไม่ออก แต่คือภาวะที่ไอเดียล้นจนเกินกำลังจะทำไหว ในหัวของเรามักจะมีลิสต์สิ่งที่อยากทำยาวเหยียดไปหมด ตั้งแต่การทำแคมเปญใหม่ การพัฒนาฟีเจอร์ในเว็บไซต์ ไปจนถึงการจัดอีเวนต์ใหญ่ประจำปี แต่ความจริงที่น่าเจ็บปวดคือทรัพยากรในมือเรามีจำกัด ทั้งเวลาของทีมงาน งบประมาณที่ต้องใช้ และพลังงานชีวิตที่มีวันหมด ความพยายามจะทำทุกอย่างพร้อมกันมักจบลงด้วยการที่ไม่มีอะไรเสร็จสมบูรณ์สักอย่าง หรือผลงานที่ได้ออกมานั้นไร้คุณภาพเพราะโฟกัสที่กระจัดกระจายเกินไป
ทำความรู้จักกับ ICE Scoring Model
เครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการติดหล่มในกองไอเดียนี้คือ ICE Scoring Model หรือโมเดลการให้คะแนนแบบไอซ์ ซึ่งถูกคิดค้นและทำให้เป็นที่รู้จักโดย Sean Ellis ผู้ที่เป็นเจ้าของนิยามคำว่า Growth Hacking หรือการเติบโตแบบก้าวกระโดด และเป็นผู้เขียนหนังสือชื่อดังอย่าง Hacking Growth นอกจากนี้เหล่านักคิดและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกอย่าง Intercom หรือบริษัทด้าน Software Development ต่าง ๆ ก็นำแนวคิดนี้ไปปรับใช้เพื่อตัดสินใจว่าในอนาคตอันใกล้ เราควรจะลงแรงไปกับงานชิ้นไหนมากที่สุดเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากับแรงที่ลงไป
องค์ประกอบที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น
ICE Scoring Model ทำงานผ่านตัวแปรสามตัวที่ต้องนำมาคูณกันเพื่อให้ได้คะแนนรวม โดยเราสามารถให้คะแนนในแต่ละหัวข้อตั้งแต่ 1 ถึง 10 เพื่อนำมาหาข้อสรุปที่จับต้องได้
- Impact หรือผลกระทบ คือการตั้งคำถามว่าถ้าไอเดียนี้สำเร็จจริง มันจะส่งผลต่อเป้าหมายหลักของเรามากน้อยแค่ไหน มันสร้างแรงกระเพื่อมที่สำคัญต่อองค์กรหรือผู้ใช้งานได้จริงหรือเปล่า
- Confidence หรือความเชื่อมั่น เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในเชิงวิทยาศาสตร์ เพราะมันคือการประเมินว่าเรามีหลักฐาน ข้อมูล หรือสถิติยืนยันมากแค่ไหนว่ามันจะสำเร็จตามที่เราคาดหวังไว้ ไม่ใช่แค่การคาดเดาไปเองลอย ๆ
- Ease หรือความง่าย คือการมองว่าโปรเจกต์นี้ใช้แรงและทรัพยากรน้อยแค่ไหนในการทำให้เกิดขึ้นจริง ยิ่งทำได้ง่ายและใช้เวลาน้อย คะแนนในส่วนนี้ก็จะยิ่งสูง
เมื่อนำคะแนนทั้งสามส่วนมาคูณกันด้วยสมการ Score = Impact x Confidence x Ease เราจะได้ตัวเลขที่ช่วยให้เห็นภาพรวมของความคุ้มค่าในแต่ละโปรเจกต์อย่างชัดเจน
กรณีศึกษาจากการใช้งานจริง
เพื่อให้เห็นภาพการนำไปใช้ในสถานการณ์จริงมากขึ้น ลองมาดูตัวอย่างจากแวดวงที่แตกต่างกันดูว่าเราสามารถใช้ตัวเลขเหล่านี้ตัดสินใจได้อย่างไร
ในโลกของสื่อออนไลน์เจ้าหนึ่ง สมมติว่าทีมกำลังลังเลระหว่างสองงาน งานแรกคือการทำบทความเชิงลึก (Deep-Dive Investigation) ซึ่งต้องใช้เวลาหาข้อมูลและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญหลายคน ส่วนงานที่สองคือการทำสรุปข่าวสั้น (Short News Summary) สำหรับบทความเชิงลึกนั้น Impact อาจจะสูงมากในเชิงวิชาการและการสร้างชื่อเสียงแต่ Ease จะต่ำมากเพราะต้องใช้เวลาและทรัพยากรเยอะ ในขณะที่ข่าวสั้นมี Impact สูงในแง่ของจำนวนการเข้าถึง (Reach) เพราะคนกำลังให้ความสนใจ และมี Ease สูงเพราะข้อมูลมีพร้อมอยู่แล้ว เมื่อนำมาประมวลผลผ่านตัวเลข ความเชื่อมั่น หรือ Confidence ว่าข่าวสั้นจะมียอดคนอ่านสูงแน่นอนในเวลาที่รวดเร็ว ทำให้เราเลือกทำข่าวสั้นก่อนเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานในทันที
อีกตัวอย่างหนึ่งคือในโลกของ Software Development หรือการพัฒนาซอฟต์แวร์ สมมติว่าบริษัทมีไอเดียอยากเพิ่มระบบจ่ายเงินด้วย Cryptocurrency กับการปรับปรุงหน้า Checkout หรือหน้าชำระเงิน ให้ใช้ง่ายขึ้น การเพิ่มระบบ Crypto อาจจะดูน่าตื่นเต้นและสร้างชื่อเสียงได้ดีทำให้ได้คะแนน Impact สูง แต่ Confidence อาจจะต่ำเพราะไม่แน่ใจว่าลูกค้าจะใช้จริงไหม และ Ease ก็ต่ำเพราะต้องวางระบบที่ซับซ้อน แต่การปรับปรุงหน้า Checkout มี Confidence สูงมากจากการทำ User Research หรือการวิจัยผู้ใช้งาน ว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างแน่นอนและทำได้ง่ายกว่า ผลคะแนนจึงชี้ชัดไปที่การปรับปรุงสิ่งที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังก่อนการวิ่งตามเทคโนโลยีที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
The Strategist Conclusion
การใช้ ICE Scoring Model ไม่ใช่แค่เรื่องของการคำนวณตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่มันคือแบบฝึกหัดความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและทีมงาน การใส่คะแนน Confidence บังคับให้เราต้องสละอัตตาหรือความชอบส่วนตัวทิ้งไป แล้วมองหาความจริงผ่าน Data หรือข้อมูลที่มีอยู่จริง ๆ มันคือการเปลี่ยนจากการทำงานตามอารมณ์มาเป็นการทำงานบนฐานของเหตุและผลอย่างเป็นระบบ ในฐานะที่เราทุกคนต่างต้องการส่งต่อคุณค่าและองค์ความรู้ การเลือกทำในสิ่งที่ให้ผลลัพธ์สูงสุดด้วยทรัพยากรที่เหมาะสมที่สุด คือหนทางเดียวที่จะทำให้งานของเราสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนและไม่สูญเสียทรัพยากรไปอย่างเปล่าประโยชน์