BlackRock ผู้อยู่เบื้องหลังการเงินโลก เขาใช้กลไกอะไรคุมทิศทางตลาดทุน?

ในช่วงปีที่ผ่านมา ชื่อของ BlackRock เริ่มถูกได้ยินหนาหูขึ้นในหน้าข่าวเศรษฐกิจบ้านเรา โดยเฉพาะจากการเดินทางมาเยือนของ Larry Fink ซีอีโอผู้ทรงอิทธิพล หรือข่าวการที่รัฐบาลไทยพยายามดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากยักษ์ใหญ่เจ้านี้ให้เข้ามาขับเคลื่อนโครงการระดับชาติ แต่ถ้าเรามองแค่ว่าเขาแค่คือบริษัทที่มีเงินถุงเงินถังมาลงทุนในไทย เราอาจจะพลาดหัวใจสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็นผู้คุมทิศทางการเงินโลกไปอย่างน่าเสียดาย เพราะความน่าทึ่งของ BlackRock ไม่ใช่แค่การเป็นพี่ใหญ่ที่มี Assets Under Management หรือทรัพย์สินภายใต้การจัดการมหาศาล แต่คือกระบวนทัศน์และกลยุทธ์การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้โลกทั้งใบต้องพึ่งพาเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พลังของตัวเลขที่มากกว่า GDP ประเทศมหาอำนาจ

หากจะอธิบายให้เห็นภาพว่า BlackRock ยิ่งใหญ่ขนาดไหน เราต้องลองจินตนาการถึงเลข 10 Trillion Dollars หรือประมาณ 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่า GDP ของประเทศมหาอำนาจอย่างเยอรมนีและญี่ปุ่นรวมกันเสียอีก เงินจำนวนนี้ไม่ได้อยู่นิ่ง ๆ ในบัญชี แต่มันแทรกซึมอยู่ในเกือบทุกบริษัทที่เรารู้จักกัน

  • ครอบครองแทบทุกสิ่ง: ไม่ว่าจะเป็น Apple, Microsoft, Coca-Cola หรือแม้แต่บริษัทผลิตอาวุธและพลังงานสะอาด
  • อิทธิพลในชีวิตประจำวัน: ทุกครั้งที่เราหยิบมือถือขึ้นมาเล่น หรือเปิดน้ำอัดลมดื่ม เรากำลังสนับสนุนกิจการที่ BlackRock เป็นเจ้าของลำดับต้น ๆ อยู่เสมอ
  • สถานะที่เหนือกว่าธนาคาร: ความยิ่งใหญ่นี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากการวางหมากที่เปลี่ยนบริษัทจัดการสินทรัพย์ให้กลายเป็น สถาบันทางข้อมูลที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา

เมื่อโลกมืดแปดด้าน และ BlackRock คือคนถือไฟฉาย

จุดเปลี่ยนที่ทำให้โลกต้องยอมสยบต่อ BlackRock เกิดขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพังของวิกฤต Financial Crisis หรือวิกฤตการเงินในปี 2008 เหตุการณ์ในตอนนั้นแทบจะเหมือนหนังระทึกขวัญทางการเงินที่ไม่มีใครรู้ตอนจบ

  1. ฉากทัศน์แห่งความโกลาหล: เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Bear Stearns และ Lehman Brothers ล้มลง สิ่งที่ทิ้งไว้คือ Toxic Assets หรือตราสารหนี้เน่ามหาศาลที่ซับซ้อนจนไม่มีใครอ่านไส้ในออก รัฐบาลสหรัฐฯ และ Federal Reserve หรือธนาคารกลางสหรัฐฯ ในตอนนั้นตกอยู่ในสภาวะตาบอด เพราะไม่มีเครื่องมือตัวไหนประเมินมูลค่าสิ่งที่เหลืออยู่ได้เลย
  2. การขัดแย้งของผลประโยชน์: ในขณะที่ธนาคารอื่น ๆ พยายามดิ้นรนเอาตัวรอด และถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤต Larry Fink เดินเข้ามาในทำเนียบขาวด้วยสถานะที่ต่างออกไป เขาไม่ได้มาเพื่อขอเงินช่วย หรือ Bailout แต่เขามาเพื่อเสนอ “ปัญญา”
  3. การแก้เกมด้วยความจริง: BlackRock ส่งระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ชื่อว่า Aladdin เข้าไปจัดการดีลที่ชื่อว่า Maiden Lane ระบบนี้ทำหน้าที่เหมือนเครื่องสแกนกรรมทางการเงิน มันสามารถแยกแยะว่าอันไหนคือ Singal อันไหนคือ Noise ได้อย่างแม่นยำในขณะที่คนทั้งโลกกำลังตื่นตระหนก
  4. บทสรุปของผู้ชนะ: รัฐบาลสหรัฐฯ จึงตัดสินใจจ้าง BlackRock ให้เป็นคนดูแลสินทรัพย์เน่านับพันล้านเหรียญ วินาทีนั้นเองที่ BlackRock ขยับฐานะจาก “ผู้เล่น” ไปเป็น “ที่ปรึกษาของรัฐ” และกลายเป็น The Source of Truth หรือต้นทางของความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่ทุกคนต้องฟัง

เราจะพบว่านี่คือการพลิกเกม เหมือนอยู่ ๆ ทุกคนเกิดวิกฤติ แล้วดันมี BlackRock หยิบแผนที่ขึ้นมาแล้วบอกว่าฉันเองนี่แหละที่มีแผนที่ สิ่งนี้ทำให้ BlackRock ได้เปรียบอย่างปฏิเสธไม่ได้

กลไกเชิงกลยุทธ์: ทำไมทุกคนต้องเดินตาม BlackRock?

ในเชิงของนักกลยุทธ์ สิ่งที่ BlackRock ทำไม่ได้มีแค่เรื่องของเงิน แต่มันคือการสร้างกลไกที่เรียกว่า Systemic Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานเชิงระบบที่ทำให้การถอนตัวออกไปนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้

  • Information Monopoly หรือการผูกขาดข้อมูล: เมื่อ Aladdin พิสูจน์ความแม่นยำ สถาบันการเงินทั่วโลกจึงยอมจ่ายเงินเพื่อเช่าระบบนี้ ยิ่งมีคนใช้เยอะ ข้อมูลก็ยิ่งไหลเข้าสู่ระบบมากขึ้น จนกลายเป็นเข็มทิศกลางของโลกการลงทุน
  • Network Effects และ Switching Costs: เมื่อทุกคนใช้บรรทัดฐานเดียวกันในการวัดความเสี่ยง หากคุณไม่ใช้ Aladdin คุณจะกลายเป็นคนที่คุยกับนักลงทุนคนอื่นไม่รู้เรื่อง การเลิกใช้จึงมีต้นทุนที่สูงมาก
  • Universal Ownership หรือการเป็นเจ้าของสากล: ในเมื่อเขามีหุ้นอยู่ในเกือบทุกบริษัท กลยุทธ์ของเขาจึงเป็นการมองภาพกว้างทั้งระบบเศรษฐกิจ ทำให้เขามีสิทธิ์กำหนดทิศทางเรื่องใหญ่อย่าง ESG หรือสิ่งแวดล้อมและสังคม ได้อย่างทรงพลัง เพราะผลประโยชน์ของเขาผูกติดอยู่กับความอยู่รอดของโลกทั้งใบ

Key Take Away สำหรับโลกธุรกิจปัจจุบัน

เราได้เห็นแล้วว่าอำนาจที่แท้จริงในยุคปัจจุบันไม่ได้มาจากการครอบครองเงินเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการครอบครอง “มาตรฐาน” และ “ข้อมูล” ในฐานะคนทำธุรกิจ เราสามารถนำกลยุทธ์แบบ BlackRock มาปรับใช้ได้ดังนี้

  • สร้าง Standard ให้เป็นอาวุธ: แทนที่จะแข่งกันที่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว ลองสร้างมาตรฐานบางอย่างที่คนในอุตสาหกรรมต้องยอมรับ เช่น หากคุณทำธุรกิจโลจิสติกส์ คุณอาจสร้างมาตรฐานการคำนวณ Carbon Credit ที่แม่นยำที่สุดจนคู่แข่งต้องมาขอใช้ระบบของคุณ
  • เป็น Platform มากกว่าเป็นเพียง Vendor: พยายามเปลี่ยนจากการเป็นผู้รับจ้างผลิต ไปสู่การเป็นตัวกลางที่รวมข้อมูลสำคัญของอุตสาหกรรมเอาไว้ เมื่อคุณมีข้อมูลที่คนอื่นไม่มี คุณจะกลายเป็นคนที่ทุกคนต้องมาปรึกษาเมื่อเกิดปัญหา
  • มองแบบ Universal Owner: ฝึกมองธุรกิจของคุณในฐานะส่วนหนึ่งของระบบนิเวศใหญ่ การตัดสินใจที่ส่งผลดีต่อภาพรวมของลูกค้าหรืออุตสาหกรรมในระยะยาว จะสร้างความไว้วางใจที่ยั่งยืนกว่าการกำไรระยะสั้น

บทเรียนจาก BlackRock บอกเราว่า ผู้ที่ชนะใจตลาดไม่ใช่คนที่ตะโกนดังที่สุด แต่คือคนที่ทุกคนต้องเดินมาถามทางเมื่อยามหลงทางเสมอ การเป็น “เข็มทิศ” ของอุตสาหกรรมจึงเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังและอยู่เหนือกาลเวลาที่สุดในโลกธุรกิจปัจจุบันนั่นเองครับ

ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการตลาดผู้ชื่นชอบและหลงใหลเรื่องราวของกลยุทธ์ทุกประเภท